ค้นหาที่เที่ยวในบล็อกนี้

17 พฤศจิกายน 2565

เที่ยวอุทัย-สุพรรณ 4 วัน 3 คืน อ่างเก็บน้ำคลองคอกควาย - บ่อน้ำพุสมอทอง - ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ - บึงฉวาก - ตลาดร้อยปีสามชุก - บางปะอิน

ทริปนี้เป็นทริปเอารถไปซ่อมไกลถึงอุทัยธานี แบบเรื่อยเปื่อย คือไปเยี่ยมรุ่นพี่ที่สิงห์บุรี แล้วลัดเลาะแวะชัยนาท มาออกอุทัย นอนริมอ่างเก็บน้ำคลองคอกควาย กินปลาที่บ่อน้ำพุ นอนที่รีสอร์ทอีกคืน ไปรับรถ แล้ววิ่งมาชมไร่มันของรุ่นพี่อีกคน เที่ยวฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ ขับรถมานอนต่อที่บังฉวาก สุพรรณบุรี มาเที่ยวตลาดสามชุก จบด้วยกินกุ้งแม่น้ำเผาที่บางปะอิน เป็นอันจบทริปเรื่อยเปื่อยครั้งนี้ และเหมือนได้รถใหม่เมื่อซ่อมเสร็จแล้ว

แวะที่แรกคือที่สิงห์บุรี แล้วไปต่อที่ชัยนาท เป็นร้านกาแฟริมแม่น้ำเจ้าพระยา Sunset Coffee Roasters 



ร้านสวยดีครับ อยู่ริมแม่น้ำพอดี ผมใช้ GPS นำทางจนไปถึง อ.หัวยคต อุทัยธานี แล้วพี่ภาคภูมิก็มารับ พาไปนอนริมอ่างเก็บน้ำคลองคอกควาย ที่พักยิ่งกว่าโฮมสเตย์ เพราะคือที่เขาอยู่อาศัยแบบบ้านๆ แต่วิวสวยงามมากมายมหาศาล ว่าไปครับ




ได้เห็นทั้งอาทิตย์ตก และอาทิตย์ขึ้นในที่เดียว นั่งๆ นอนๆ เพลินๆ เลยครับ ตั้งกล้องถ่ายภาพได้ตอลดเวลา เพราะมีชาวบ้านภายเรือมาเป็นแบบไม่ซ้ำตามวิถีชนบท

ในอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ยังมีบ่อน้ำร้อนสมอทองด้วย แต่ผมเลือกไปกินข้าวเช้าที่นั่น เพราะเคยไปใช้บริการอาบน้ำแร่มากแล้ว


เมนูปลาที่นี่อร่อยไม่แพ้ที่ใดในย่านภาคกลางที่เน้นปลาแม่น้ำ หรือปลาน้ำจืด

ผมยังคงพักอีกคืนที่ห้วยคต และหาข้าวปลาอาหารแถวนั้นกินแบบง่ายๆ


ห้วยคตรีสอร์ท สั่งอาหารจาก 7-11 มาส่งถึงที่ได้ ดีจัง

ถึงวันรับรถที่ซ่อมเสร็จ ก็ไปเยี่ยมชมไร่มันของพี่ภาคภูมิ แกมีที่บนเขาถึง 100 ไร่ ข้างๆ ที่ก็มีธารน้ำไหล ลงไปเล่นซะหน่อย พอดีเขาซ่อมเขื่อน ปกติตรงนี้เป็นเหมือนแม่น้ำ


อีกที่คือเคยเห็นในสื่อออนไลน์ คือ ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ เป็นฝายกั้นน้ำธรรมดา แต่พอไปถ่ายภาพ เออ สวยแปลกตา กึ่งธรรมชาติกึ่งประดิษฐ์ เป็นความงามที่เกิดขึ้นในจังหวะที่พอเหมาะพอดี



เดินทางต่อ กลับไปทางสุพรรณ เลือกใช้ google map พาไปบึงฉวาก เซิร์ซดูมีที่พักริมน้ำ เคยเห็นตั้งแต่สร้างใหม่ๆ เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา  บึงฉวากรีสอร์ท คือเป้าหมายครับ ไปถึงก็มืด เลยสั่งอาหารที่ร้านของรีสอร์ทเลย หลังอาหารเขาก็ไปส่งด้วยรถมอเตอร์ไซค์แบบเสริมที่นั่ง เพราะเจาไม่อนุญาตให้เราเอารถเข้าไปด้านในโซนที่พัก


เมนูที่นี่อร่อยทุกอย่าง ปลาแทบทั้งหมด


ตอนกลางคืนก็สวยครับ แต่ตอนเช้าสวยกว่า



เดินเล่นยามดช้าสดชื่นจริงๆ ครับ ออกจากบึงฉวาก ผมยั่งอยู่ในสุพรรณ ต้องเลือกที่สะดวกระหว่างทาง ได้ที่ ตลาดสามชุก เขาเปิดทุกวัน แม้ไม่คึกคักแบบเสาร์-อาทิตย์ แต่แบบเงียบๆ เหงาๆ ก็ดีครับ






แวะดื่มชา-กาแฟ ร้านสวยๆ บรรยากาศดีอยู่ที่สามชุกเหมือนกัน แล้วทริปนี้ก็มาจบที่บางปะอิน ที่ร้านอาหารต้นน้ำ ริเวอร์วิว


การเดินทางในรถ ถ้าเรารู้จักใช้เทคโนโลยีในการค้นหาร้านค้า มันเป็นมากกว่าแค่นำทาง เพราะมันมีภาพที่คนอื่นๆ เคยไปมา มีเบอร์โทรสถานที่แห่งนั้น เพื่อเช็คเวลาเปิด-ปิด หรือแม้แต่ดูรีวิวร้านค้า ว่าควรไปดีไหม ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการเดินทางนะครับ

06 พฤศจิกายน 2565

เที่ยววันเดียวริมบึงย่านมีนบุรีบนถนนร่มเกล้า (3 ร้านในบึงเดียว)

คราวนี้มารีวิวร้านอาหารบ้าง แต่เขาจัดให้สถานที่เหมือนเป็นที่กางเต็นท์ แนวแคมปิ้งกำลังมาแรงในช่วงนี้ ไม่ได้ไปกางเต็นท์ต่างจังหวัด แค่มานั่งเล่นมีวิวพื้นน้ำกว้างๆ ก็พอ ไม่กลางจากกรุงเทพฯ เพราะอยู่ชานเมืองย่านตะวันออก คือบนถนนร่มเกล้า ใกล้มีนบุรี

ขอแนะนำที่นี่เลยครับ บึงเดียวมีถึง 3 ที่

- แห่งแรก Prakai Cafe & Cuisine 

- แห่งที่สอง James500 City Camp Romklao Lagoon

- และ Rim Lagoon Café & Restaurant (ริมลากูนคาเฟ่ & เรสเตอรองต์)


แค่เซิร์ฟรายชื่อเหล่านี้ใน Google Map มันก็จะนำทางเราไปถึงที่ครับ

แห่งแรกคือ Prakai Cafe & Cuisine ร้านนี้น่าจะเป็นร้านแรกในริมบึงแห่งนี้ ขับรถเข้าไปอยู่ทางซ้าย มองป้ายชื่อดีๆ มีลานจอดรถ จากนั้นก็เดินเข้าไปจะเจออาคารสีขาว ทางเข้าเป็นผนังแบบลอฟต์ มีที่นั่งทั้งห้องแอร์และโอเพ่นแอร์ วิวริมน้ำ วิวสวนมีน้ำตกจำลอง จัดมุมสำหรับเต็นท์ให้มาเก็บภาพเล่น 

อาหารของร้านแบบทานเล่นๆ แต่ก็กินอิ่มได้ ประมาณอาหารทานเล่นแบบโบราณนำมาประยุกต์ใหม่ให้ดูเข้ากับยุคสมัย เหมาะพาครอบครัวมาพักผ่อน ผู้สูงอายุ หรือเด็กเล็ก น่าจะเหมาะกับที่นี่





ร้านที่สอง James500 City Camp Romklao Lagoon แนวแคมปิ้งแบบชัดเจน มีอาคารสำหรับส่วนกลางเพื่อสั่งอาหาร นอกนั้นก็มีโซนเต็นท์ริมน้ำเป็นส่วนตัว ต้องจองหรือแจ้งพนักงาน มานอนค้างได้ด้วย มีโซนในสวนไว้มาทานอาหาร ภาชนะใช้แบบเดียวกับมาเที่ยวแคมปิ้ง บรรยากาศเหมือนมาต่างจังหวัดจริงๆ แบบนี้ได้บรรยากาศมากกว่าร้านแรก แต่อยู่ที่ใครต้องการความสะดวก สายลุยๆ มากับเพื่อนฝูงที่นี่น่าจะเหมาะกว่า




ร้านสุดท้าย Rim Lagoon Café & Restaurant (ริมลากูนคาเฟ่ & เรสเตอรองต์) ร้านนี้น่าจะเหมาะกับสายเซลฟี่ เพราะจัดมุมเพื่อให้คนมาถ่ายภาพ และมีแนวแฟนตาซีเยอะ เหมือนมาสวนสนุก เพราะทางเดินที่นั่งมีทำร้านชั้นสอง เพื่อมองวิวบึง

ทั้งสามร้าน มองเห็นวิวบรรยากาศของร้านตรงข้ามด้วย แต่ร้านนี้มีจุดชมวิวมุมสูงให้ขึ้นบันไดไปชมวิวด้วย ประมาณว่าเน้นถ่ายรูปจริงๆ ใครนิยมแบบนี้ ต้องที่นี่ครับ






ใครชอบแบบไหน สไตล์ไหนลองดูครับ วิวสวย บรรยากาศได้ อากาศเย็นๆ หนาวๆ ลองแวะกันไปอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่มีนบุรีเอง

31 สิงหาคม 2565

หอชมเมืองสมุทรปราการ จุดเช็คอินแห่งใหม่ล่าสุด (เปิด 22 สค.22)

ถือเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเมืองสมุทรปราการ หอชมเมืองสมุทรปราการ จากที่เคยขับรถผ่านไปมาและรอคอยว่าจะเปิดเมื่อไหร่ เมื่อวันที่ 22 สค.ที่ผ่านมาก็ได้ฤกษ์เปิดให่เข้าชมแบบฟรีๆ (จนถึง ตค.22)


ผมวางแผนเลยว่าต้องไปสักครั้ง วันนี้จึงได้จังหวะว่างไปเยี่ยมชม

หาที่จอดรถด้านข้างตาม Googel Map หรือจะนั่งรถไฟฟ้ามาก็ได้ ลงสถานีปากน้ำ


ลงทะเบียนเพื่อเข้าชมนิทรรศการ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โอเค ตั้งใจแล้วต้องไปให้ครบ


จุดที่ 1 จะเป็นเรือโดยสารข้ามฟาก ให้เรานั่งชมสารคดีแนะนำเมืองสมุทรปราการ มีระบบสั่น และภาพเป็นแบบเคลื่อนไหว สนุกดีครับ ถือว่าไปได้สวยในจุดแรก


จุดที่ 2 เล่าเรื่องอดีตเมืองท่า นิวอัมสเตอร์ดัม ฟังไม่ค่อยถนัด พอเรือสำเภอจำลองเคลื่อนมานี่ ว้าวเลยครับ ประทับใจอีกแล้ว


พอมาจุดที่ 3 เริ่มเนือยๆ เพราะดูบนแผ่นผ้าโดยเรามาจากมุมบน เลยมองยากหน่อย แต่ก็ยังโอเคอยู่ เพราะแปลกตาดี


จุดที่ 4 มีการเล่าถึงตำแหน่งป้อมโบราณของแต่ละยุคสมัย


จุดที่ 5 ลงมาด้านล่าง เป็นชุมชนต่างๆ ในอดีต จำลองร้านค้าต่างๆ 

จุดที่ 6 เล่าเรื่อง พระสมุทรเจดีย์

จุดที่ 7 เล่าเรื่องเหตุการณ์ รศ.112 ที่ฝรั่งเศสบุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา ดูสนุกดีครับ ตื่นเต้นๆ


จุดที่ 8 ให้เรานั่งพัก ชมเรื่องเล่าบนรถไฟ ถือว่าพักจริงๆ


จุดที่ 9 นกนางนวลและสนามบินสุวรรณภูมิ งานอาร์ตต้องมี


จุดที่ 10 สู่ปัจจุบัน นิคมอุตสาหกรรม และการส่งออก



จุดที่ 11 กระเช้าข้ามแม่น้ำ โครงการอนาคต ระหว่างฝั่งพระนครข้ามไปฝั่งพระประแดง


ถือว่าจบทุกจุด (อาจไม่ละเอียดเท่าที่ควร เพราะระบบเสียงฟังยาก แต่โดยรวมถือว่างานดี อาจจะเพลียๆ ช่วงอุตสาหกรรม เพราะไม่เข้าใจทั้งหมด เหมาะกับพาลูกเด็กๆ ที่กำลังโต หาจินตนาการและแรงบันดาลใจครับ)

ออกมาจากโซนนิทรรศการ ก็มาขึ้นลิฟท๊สู่ชั้นที่ 25 ก่อน เป็นนิทรรศการเหมือนกัน


จากนั้น เราก็ลงมาชั้น 23 ที่เป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศา



ถือเป็นทริปที่ใช้เวลาไม่นานนัก กำลังดีสำหรับคนมีเวลา ขอให้มีความสุขในการท่องเที่ยวนะครับ