ค้นหาที่เที่ยวในบล็อกนี้

25 มกราคม 2565

ไปนอนหัวหิน 3 วัน 2 คืน

เพื่อนชวนผมไปบรรยายที่หัวหินในทริปนี้ การเดินทางไปหัวหินถือว่าไปได้ปกติทางรถยนต์ 3 ชม.กว่าๆ ก็ถึงแล้ว


แวะดื่มกาแฟยามเช้าระหว่างทาง รองท้องด้วยครัวซองอัมมอนด์

หลังเสร็จงานวันแรกนอนที่เดียวกับที่บรรยาย ส่วนวันที่สองเลือกที่พักที่ Veranda Lodge Hua-Hin พอไปถึงทุกคนในทีมหลับยาวเลย มีแต่ผมเท่านั้นที่เดินออกไปริมทะเลเก็บภาพบรรยากาศ


สถานที่พักแห่งนี้เป็นสวน มีส่วนติดทะเลทำเป็นร้านอาหารและร้านกาแฟ ชายหาดส่วนตัว


มีนักท่องเที่ยวมานอนอาบแดดกัน ร้อนได้ที่ทีเดียว


ช่วงเย็นๆ น้ำลง คนเริ่มหายไปจากชายหาด เราเลือกไปกินปูแถวเขาตะเกียบ


กลับมานั่งคุยกันเล่นริมทะเลยามค่ำคืนอีก


ตื่นเช้ามารอรับอรุณชมวิวดวงอาทิตย์ขึ้นริมฝั่งทะเลตะวันออกอย่างหัวหิน


อาหารที่หัวหิน ครัวเค้าเปิด 08.30 น. สายมากต่างจากหลายจังหวัดที่เคยไปมา

11 มกราคม 2565

น่าน-เลย 3 วัน 2 คืน (Day 3) เชียงคาน - ภูทอก - สกายวอล์ก

ตื่นมาแต่เช้ามืด มาชมวิวริมน้ำโขงที่เชียงคาน


เราวางแผนต่อไปเที่ยวภูทอกเพื่อชมทะเลหมอก แต่เจ้าของที่พักเชียร์ให้ไปสกายวอล์กเลย แต่เราไม่เชื่อครับ เพราะไหนๆ ก็มาถึงที่แล้ว ไปให้เห็นด้วยตาตัวเองดีวกว่า


ไม่ผิดหวังครับ ที่นี่เปลี่ยนไปมากจากครั้งแรกที่ผมเคยมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว


เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นที่ตั้งของเสาสัญญาณโทรศัพท์ TOT ซึ่งก็ยังเป็นอยู่ แต่ปรับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย ซึ่งดีแล้วครับ ให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยว


จากนั้น เราก็ไปต่อที่สกายวอล์ก แลนด์มาร์กอีกแห่งของเชียงคาน


วิวสวยสมกับที่มาครับ แต่แดดแรงไปหน่อยตอนเราไปถึง


แวะริมทางตลอด ร้านกาแฟร้านนี้บรรยากาศดีมาก อยู่ริมโขง


เราไปต่อที่ อ.วังสะพุง เยี่ยมเยียนโรงเรียนอนุบาลนารดา และอาคารคริสตจักรพันธกิจเลย ที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่มากๆ


อ.คเชนทร์ เจ้าของโรงเรียนมาเลี้ยงข้าวเราอีกรอบก่อนกลับที่ร้านบ้านบัว ริมบึง แล้วไปส่งเราขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯที่สนามบินเลย เป็นอันจบทริปครั้งนี้ ใช้เวลาบิน 40 นาที

น่าน-เลย 3 วัน 2 คืน (Day 2) บ่อเกลือ - ด่านซ้าย - เชียงคาน

วันที่สองของการเดินทาง ที่ถือว่าหนักสำหรับการเดินทาง 7 ชม.กว่าๆ นั่งรถจากบ่อเกลือ สู่ ด่านซ้าย เลย แต่ก็มีกิจกรรมตลอดเส้นทาง ไม่ใช่นั่งรวดเดียว


ยามเช้ามาดูวิวหลังบ้าน ต้องร้อง WOW! เลยครับ เพราะสายหมอกกำลังเคลื่อนอย่างช้าๆ อากาศเย็น 13 อ
งศา ถือว่าเราได้ที่พักในจุดชมวิวด้วย เมื่อคืนมองไม่เห็น


ย่านที่เราพัก ก็มีรีสอร์ทสวยๆ อีกหลายแห่งในบรรยากาศเดียวกัน



เป้าหมายของทริปนี้ คือการเยี่ยมเยียนชาวบ้านที่บ่อเกลือ ให้กำลังใจ ร่วมนมัสการพระเจ้า แบ่งปันพระพร



เราแวะกินข้าวที่ บ่อเกลือโบราณ และไปชมอีกครั้ง 7 ปี ยังเหมือนเดิมทุกประการ


เป้าหมายต่อไปของเราคือ อ.ด่านซ้าย จ.เลย เพื่อเยี่ยมเยียนทักทายพี่น้องที่นั่น


จุดชมวิว 1715 คือระดับความสูงจากน้ำทะเล ที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา


ร้านสตรอเบอร์รี่ริมทาง มีให้เห็นตลอด รสชาติดีด้วยครับ


มาถึงด่านซ้ายประมาณ 3 ทุ่ม พอคุยกันเสร็จ ว่าจะหาที่นอนแถวนั้น แต่ตัดสินใจ ขัยรถมานอนที่เชียงคานดีกว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ  แล้ว จบทริปวันที่สอง ถึงที่พักที่เชียงคานประมาณ ตี 1


น่าน-เลย 3 วัน 2 คืน (Day 1) สู่น่าน - ภูฟ้า - สะปัน - บ่อเกลือ

ทริปนี้เป็นทริปพิเศษ เพราะเพื่อนผมเป็นมิชชั่นนารีมาจากเกาหลี ชวนไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรที่ อ.บ่อเกลือ การเดินทาง คือเริ่มต้นด้วยการนั่งเครื่องบินจากสุวรรณภูมิไปน่าน แผนการคืออะไร ผมไม่รู้เลย เพอ่งมารู้ตอนไปถึงว่าจะไปบ่อเกลือ โอ้โห ทันที เพราะเคยไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว สมัยนั้นเงียบๆ ก็มีนักท่องเที่ยวบ้าง แต่ไม่คิดว่าคนจะเยอะจนคึกคักแบบนี้


เดินทางจากสุวรรณภูมิด้วยเครื่องบิน มาจังหวัดน่าน ใช้เวลา 1 ชม. 20 นาที


อาหารมื้อแรกในเมืองน่าน ร้านอาหารอยู่ริมแม่น้ำน่าน อาหารอร่อยกำลังดี


ต่อจากนั้นก็มุ่งสู่ อ.บ่อเกลือ เราใช้รถ 4WD คนขับเป็นเคยเป็นคนท้องถิ่นของบ่อเกลือ จึงชำนาญทางเป็นพิเศษ แต่จากไปนาน เราเลยพาเที่ยวในจุดชมวิวที่กำลังฮิต


ร้านกาแฟบนถนนลอยฟ้าเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด เส้นทางจาก อ.สันติสุขไปบ่อเกลือ มีให้แวะตลอด ไม่ต้องรีบร้านแรก ลองดูร้านอื่นๆ วิวสวยดี


ถนนเลข 3 จุึดเช็คอินที่กำลังเป็นที่นิยม ใครๆ ก็แวะเก็บภาพ ซึ่งก็สวยแปลกตาจริงๆ เพื่อเกาหลีถึงกับงง เพราะที่เกาหลีใต้ไม่มีแบบนี้


ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ยามเย็น วันที่เราไปผู้คนไม่มีแล้ว คงจะเข้าที่พักกันหมด เราไปต่อที่บ้านสะปัน เพื่อเยี่ยมเยียนเจ้าของรีสอร์ทริมน้ำ


สะปันเปลี่ยนไปมากจาก 7 ปีที่แล้วที่ผมเคยไป ที่พักเพิ่มขึ้นทุกย่อมหญ้า ถ้ารักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อมดีๆ ก็คงช่วยรักษาธรรมชาติเอาไว้ด้วย 


เยี่ยม อ.จ่อย (คนสวมหมวก) เจ้าของบ้านห่มหมอก ที่พักริมน้ำ บรรยากาศน่านอนมากๆ


เราลงมากินข้าวที่ในเมือง คึกคักจริงๆ


เรามาพักที่ศูนย์พัฒนายั่งยืน ที่ อ.บ่อเกลือ มีที่นอนอุ่นๆ น้ำอุ่นๆ พอใจแล้วสำหรับวันแรก อากาศกลางคืนหนาวถึง 18 องศา

05 มกราคม 2565

หาที่กางเต็นท์สัมผัสหนาว อุทัยธานี - ภูหินร่องกล้า - ภูลมโล 3 วัน 2 คืน (วันที่สาม ภูลมโล)

วางแผนว่าไปชมสายๆ เหมารถไปแค่ 1,000 บาท จริงๆ รอคิวให้คบ 10 คนก็ได้ แต่เหมาะไปสะดวกกว่า ตามใจเราเลยครับ แต่เขาให้ระยะเวลา 3 ชม. ซึ่งเหลือเฟือ

เก็บเต็นท์ให้เรียบร้อย เอารถไปจอดรอที่ศูนย์ แล้วเช่ารถ จังหวะพอดี ได้รถ 4 ประตู

รถกระบะแบบ 4WD ขับมาจากอุทยานประมาณ 15 กม. ใช้เวลาครึ่งชม. จากนั้นก็แล้วแต่เราเลย มี 4 จุดให้ลงไปเก็บภาพประทับใจ




เสร็จสิ้นภารกิจรอบนี้แป๊บเดียว พึงพอใจ หลังจากเคยมารอบที่ยังไม่บานถึง 8 ปี สวยสมใจจริงๆ

เดินทางกลับกรุงเทพฯ เส้นทางเพชรบูรณ์ ผ่านเขาค้อเล่นๆ โอ้โห สตรอเบอร์รี่ข้างทางมีตลอด พร้อมกับไร่ไม้ดอกหลายจุดตลอดเส้นทาง เขาค้อเปลี่ยนไปมากกว่าที่เคยไปมากๆ

หาที่กางเต็นท์สัมผัสหนาว อุทัยธานี - ภูหินร่องกล้า - ภูลมโล 3 วัน 2 คืน (วันที่สอง ภูหินร่องกล้า)

วางแผนฉุกเฉิน ติดใจอากาศหนาวๆ เพราะยังไม่ซะใจ เห็นว่าภูลมโล ดอกนางพญาเสือโคร่งบานแล้ว ตามมาหลายปี ปีนี้เอาซะเลย 

แวะดูวิวก่อนใกล้ๆ หุบป่าตาด เขาว่าเหมือนสวิตเซอร์แลนด์



จากนั้นไปหาข้าวกิน ที่ร้านป้าสำราญ ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เกาะเทโพ


มาที่นี่เขาจะเชียร์ให้กิน ผัดถั่วผู้ว่า จริงๆ อร่อยทุกอย่างครับ ลมพัดเย็นสบายริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

อิ่มแล้วปักหมุดไป อช.ภูหินร่องกล้า ระยะทาง 306 กม. ใช้เวลาประมาณ 4 ชม.กว่า วิ่งเพลิน จากบ่ายๆ ไปจนถึง 5 โมงเย็น


แวะถ่ายภาพอาทิตย์ก่อนตก ต้องรีบไปกางเต็นท์ก่อนมืด หนาวได้ใจ 16 องศา ตอนเช้าเหลือ 11 องศา


  

อาหารค่ำ กินในอุทยานเลยครับ ร้านอาหารมีหลายแบบ หมูกระทะ อาหารตามสั่ง ส้มตำ จิ้มจุ่มมีครบ

หาที่กางเต็นท์สัมผัสหนาว อุทัยธานี - ภูหินร่องกล้า - ภูลมโล 3 วัน 2 คืน (วันแรกที่อุทัยธานี)

นักท่องเที่ยวสายกางเต็นท์มักจะรู้แหล่งท่องเที่ยว ยิ่งสมัยนี้มี GPS มีการปักหมุด มีริวิวสถานที่ มีภาพประกอบยิ่งเป็นปัจจับผลักดันให้เกิดการเดินทางเพื่อไปกางเต็นท์ ไม่ว่าใกล้หรือไกลเพียงไหนก็ตาม

ทริปนี้ผมเลือกไปอุทัยธานี หาที่กางเต็นท์ใกล้ๆ กรุงเทพ เดินทาง 3 ชม.ครึ่งเพื่อไปร่วมงานฉลองครบรอบ 4 ปีที่ห้วยคตก่อน


เส้นทางไปที่เรือข้ามฟากที่ อ.มโนรมย์เดี๋ยวนี้มีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว

จากนั้นผมตั้งเป้าไปเพื่อดูต้นไม้ยักษ์ระยะทางประมาณ 30 กว่ากิโล หรือครึ่งชม. แต่ไปเจอตลาดนัดก่อนเลยแวะกินข้าวกลางวัน คือ ตลาดซาวไฮ่ เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เราไปวันอาทิตย์พอดี

 


จากนั้นก็ไปต่อที่ต้นไม้ยักษ์ มีจักรยานให้เช่า 10 บาท/คัน หากขี้เกียจเดิน

 



จากนั้นก็ปักหมุดไป ไร่อุ๊ยกื๋อ ที่แก่นมะกรูด หวังจะสำผัสหนาวเต็มที่คืนนี้ ไปต่ออีก ครึ่งชม. ทางขึ้นเขาตลอด แต่เมื่อไปถึง เริ่มสงสัย GPS หลอกหรือเปล่า ไปจนถึงที่



สรุปเขาปิดเพราะโควิด ไม่มีที่พัก ไม่มีดอกไม้ประดับ อดหนาวเลยคืนนี้ ดังนั้น การหาที่พักแบบฉุกเฉินจึงเริ่มขึ้น เป้าหมายต่อไปคือ บ่อน้ำร้อนสมอทอง


เจอจุดชมวิว มองเห็นน้ำตกสวยดี คือน้ำตกผาร่มเย็น

ไปต่ออีกประมาณชม.กว่า พอถึง บ่อน้ำร้อนสมองทอง คำตอบเดียวกันคือปิดเพราะโควิด



มีคนแนะนำให้ไปที่พักเอกชนแถวๆ หุบป่าตาด แต่หาข้าวกิน ก็ไม่มีอีก เพราะครัวปิดที่ Bike Camp


มาได้ที่กางเต็นท์ที่ หุบป่าตาด โฮมสเตย์ ค่ากางคนละ 100 บาท


สั่งหมูกะทะมากิน อากาศเย็นสบายที่ 26 องศา จบกิจกรรมวันแรก พรุ่งนี้ว่ากันอีกที